ทำอย่างไรเมื่อรู้ตัวว่าเป็นเอดส์


COCONS ACHITECTURE

ทำอย่างไรเมื่อคุณติดเอดส์ บทความดีๆจากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ

HIVยุพา ยอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับ แฟนหลายครั้ง ทั้งแบบป้องกัน และไม่ป้องกัน “จริงๆ เราวางแผนจะแต่งงานกันปลายปีนี้ แต่พอรู้ว่าพี่เขาติดเอดส์ก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ตอนนี้กลัวมากเลย กลัวว่าเราจะติดเอดส์ไปด้วย”
เมื่อถามว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไป ยุพานิ่ง ก่อนจะตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี”
ความไม่รู้ของยุพาไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนไทย ส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไรเมื่อรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวี
ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าสถานการณ์ผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อที่มีอาการในประเทศไทยล่าสุด เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2547 (http://www.aidsthai.org/sathana.html) พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 317,065 ราย เสียชีวิตแล้ว 72,965 ราย

ผู้ป่วยเอดส์ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และวัยแรงงาน ที่ประกอบอาชีพ การใช้แรงงาน รับจ้างทั่วไป ลูกจ้างโรงงาน ขับรถรับจ้าง กรรมกร 46.66% และอาชีพเกษตรกรรม 20.88% โดยพฤติกรรมเสี่ยงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเพศสัมพันธ์ 83.70% พบในชายรักต่างเพศ 58.65% หญิงรักต่างเพศ 22.90% รองลงมาพบในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด 4.71% และกลุ่มที่ติดเชื้อจากมารดา 4.31%

บางคนอาจเห็นว่าโรคเอดส์เป็นเรื่องไกลตัว แต่กับคนที่เพิ่งรู้ตัว ว่าติดเชื้อ หรือมีสมาชิกในครอบครัวป่วยด้วยโรคเอดส์ คงยากจะปฏิเสธความจริงได้ว่า “เชื้อร้ายนี้จะอยู่ติดตัวผู้ป่วยไปตลอดชีวิต”

ไพศาล สุวรรณรงค์ ประธานเครือข่ายผู้ใช้ยาเสพติดแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่กล้ายอมรับกับสังคมว่าตนติดเชื้อเอชไอวี บอกว่าวันที่รู้ผลเลือด ไม่ได้หมายความว่าเราเริ่มได้รับเชื้อเอชไอวีในวันนั้น แต่เราอาจรับเชื้อมานานแล้วก็ได้
“โดยทั่วไปแล้วสุขภาพของเราไม่ต่างไปจากเดิมเลย หลังจากติดเชื้อมาแล้ว เพราะเอชไอวีจะทำลายภูมิคุ้มกันไปเรื่อยๆ ซึ่งอาการป่วยอาจเริ่มแสดง 7-10 ปีหลังจากได้รับเชื้อ” ไพศาล อธิบายว่าในช่วงที่เรามีเชื้อเอชไอวีอยู่ในตัว แต่ยังไม่ป่วยเพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่สามารถ จัดการกับเชื้อโรค ที่เข้าสู่ร่างกายได้ แต่เมื่อภูมิคุ้มกัน ถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ ก็จะทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นๆ เรียกว่า “ภาวะภูมิบกพร่อง” หรือเป็นผู้ป่วยเอดส์ และโรคที่เราป่วยเนื่องจากภาวะภูมิบกพร่อง เรียกว่า “โรคติดเชื้อฉวยโอกาส” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ผู้ป่วยเอดส์เสียชีวิตนั่นเอง
สำหรับการประเมินว่าผู้ป่วยอยู่ใน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือไม่ จะใช้การตรวจเลือดเพื่อ นับจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี 4 ถ้าต่ำกว่า 200 หรือเริ่มมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เช่น เชื้อราในปาก เชื้อราในหลอดอาหาร ริ้วขาวข้างลิ้น ตุ่มพีพีอี วัณโรค งูสวัดที่รอยแผลกว้างเกิน 2 นิ้วมือทาบ หรือมีการกลับเป็นซ้ำ เริมที่อวัยวะเพศที่เป็นบ่อย (ทุกเดือน) หรือหายช้า ปอดอักเสบพีซีพี ฝีในสมอง เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง (คริปโต) และเชื้อราในกระแสเลือด (เพนนิซิโลซิส) แสดงว่าผู้ป่วยต้องเริ่มรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีแล้ว (http://www.siamhealth.net/Disease/infectious/HIV/guide.htm)

HIVเห็นขั้นตอนมากมายอย่างนี้ หลายคนคงเริ่มถอดใจ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินมากแค่ไหน แต่หากคุณเป็นประชาชนคนไทยให้สบายใจได้ เพราะกระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งโครงการ ” การเข้าถึงบริการยาต้านไวรัสเอดส์ระดับชาติสำหรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์” (National Access to Antiretroviral Programs for PHA : NAPHA) โดยเปิดกว้างให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้ป่วยเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเอดส์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการร่วมทางคลินิก และมีค่าซีดี 4 น้อยกว่าหรือเท่ากับ 250 รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่มีอาการแต่มีค่าซีดี 4 น้อยกว่า 200 ด้วย
ในกรณีของยุพา สิ่งแรกที่ควรดำเนินการโดยเร่งด่วน ก็คือต้องไปตรวจเลือดเพื่อดูว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ สามารถไปใช้บริการได้ที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ หากผลตรวจระบุชัดว่า ติดเชื้อแน่นอน ขั้นต่อไปคือ การตรวจวัดระดับซีดี 4 ซึ่งค่าบริการไม่น่าจะเกิน 500 บาท

หากระดับซีดี 4 ต่ำกว่า 200 และแพทย์วินิจฉัยว่าควรได้รับยาต้านไวรัส ยุพาก็สามารถใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร่วมกับโครงการ NAPHA ได้ ซึ่งจะครอบคลุมถึงกรณีค่ายาต้านไวรัสฟรี ค่าตรวจเลือดหาระดับซีดี 4 ครั้งต่อไป และในกรณีค่าตรวจร่างกาย ค่าตรวจเลือดทั่วไป ค่ารักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสเป็นไปตามสิทธิ 30 บาท ซึ่งหากผู้ป่วยไปรับบริการที่โรงพยาบาลนอกสิทธิ จะต้องจ่ายค่าบริการเอง

HIV

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยยังไม่เข้าเกณฑ์รับยาต้านไวรัส ก็จะต้องช่วยจ่ายเฉพาะค่าตรวจเลือดวัดระดับซีดี 4 ไปก่อน แต่เมื่อเข้าเกณฑ์ที่จะรับยาแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียค่าตรวจเลือดวัดระดับซีดี 4 อีกต่อไป เพราะกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนเอง (http://www.thai.net/atc9/anwer.html)
น.พ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม แพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบัน ความร่วมมืองานวิจัย ด้านเอดส์เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และไทย ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เอดส์ไม่ใช่เชื้อโรคที่ติดแล้วตายอย่างที่หลายคนเชื่อ เพราะคนติดเชื้อถ้ายังดูแลตัวเองไม่ให้เจ็บป่วยก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากติดเชื้อแล้ว ผู้ป่วยดูแลรักษาตัวเองมากน้อยแค่ไหน และทำใจได้ดีแค่ไหนเท่านั้นเอง

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ การติดตามผลตรวจเลือดเพื่อวัดระดับไวรัส และเม็ดเลือดขาวซีดี 4 การรักษาโรคเอดส์ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่แพทย์และคนไข้ต้องเข้าใจร่วมกัน และกินยาให้ตรงเวลาอย่างเคร่งครัด การมีชีวิตอยู่ได้เกิน 10 ปีหรือตลอดชีวิตก็จะเป็นไปได้สูง” น.พ.เกียรติ บอกอีกว่าการเริ่มยาต้านไวรัสเร็วเกินไป ถือว่าเกินความจำเป็น เพราะถ้าเรายังมีสุขภาพแข็งแรง และภูมิคุ้มกันยังอยู่ในระดับที่ดี พอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้ เราก็จะไม่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอยู่แล้ว
“การใช้ยาต้านไวรัสเร็วเกินไป อาจมีผลเสียในระยะยาวได้ เพราะหลังจากใช้ยาไประยะหนึ่ง เชื้อจะดื้อยาทีละตัวๆ เมื่อภูมิคุ้มกันบกพร่องลงอีก ทีนี้เราจะเหลือยาตัวเลือกที่เป็นยาที่ยังใช้ได้ผลอยู่น้อยลง นอกจากนี้ ยาต้านไวรัสมีด้วยกันหลายสูตร ยาสูตรเดียวกันให้ผลการรักษาแต่ละคนต่างกันไป ที่สำคัญการใช้ยาต้าน มีผลข้างเคียงรุนแรงมากบ้างน้อย บ้างต่างกันไป ในแต่ละคน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผลต่อตับได้”

cms68img1

ข้อสังเกตที่บ่งชี้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านไวรัสมีอาการดีขึ้น ได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่เคยเป็นปกติ และคงที่ ระดับเม็ดเลือดขาวซีดี4 เพิ่มขึ้น ไม่มีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสเกิดขึ้นใหม่ ยกเว้นผู้ป่วยที่เริ่มกินยาเมื่อภูมิคุ้มกันต่ำมาก โดยทั่วไปแล้วหลังจากกินยาต้านไวรัสแล้ว 1 ปี ไม่ควรมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสเกิดขึ้นใหม่ รวมทั้งปริมาณไวรัสเอชไอวีในร่างกายลดลงจนตรวจไม่พบใน 6 เดือนหลังเริ่มยาต้าน หรือพบแต่น้อยลงเมื่อเทียบกับการตรวจครั้งก่อน มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงได้คำตอบแล้วว่าจะจัดการกับชีวิตหลังติดเชื้อได้อย่างไร แต่หากยังไม่กล้าพบปะกับผู้คน ก็ลองปรึกษาปัญหาผ่านทางโทรศัพท์ได้ที่ มูลนิธิศูนย์ฮอตไลน์ 0-2277-7699, 0-2277-8811 (ฟรี) ทุกวัน (08.30-16.00 น.) โครงการเข้าถึงเอดส์ 0-2372-2222-3 ทุกวัน (16.00-20.00 น.) และโรงพยาบาลบำราศนราดูร 0-2590-3737, 0-2590-3506, 0-2590-3510 จันทร์-ศุกร์ (08.30-16.30 น.) (http://www.aidsthai.org/knowaids.html)

หรือหากต้องการพบแพทย์ แต่ไม่ต้องการให้ใครรู้จักตัวตน สามารถไปขอรับบริการได้ที่ คลินิกนิรนาม โทร. 02- 256-4107-9 (http://www.redcross.or.th/service/medical_clinicaids.php4) แต่สำหรับผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด อยากให้สอบถามข้อมูลการให้บริการเพิ่มเติมได้ที่โรงพยาบาลของรัฐในเขตพื้นที่ ที่ตนเองรับบริการอยู่จะดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล และค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น

หลักปฏิบัติสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

  1. ไม่ควรวิตกกังวลเกินไป หาวิธีคลายกังวลด้วยการศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคเอดส์
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีสารอาหารครบถ้วน
  3. รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และออกกำลังกายสม่ำเสมอตามสภาพของร่างกาย
  4. ถ้ามีเพศสัมพันธ์ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อป้องกันการรับหรือแพร่เชื้อโรค
  5. งดสิ่งเสพติดทุกชนิด
  6. งดบริจาคเลือดหรืออวัยวะ
  7. ไม่ควรตั้งครรภ์ เพราะอาจจะถ่ายทอดเชื้อให้ลูกได้ 30%
  8. หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้ป่วยโรคอื่นๆ เพราะภูมิต้านทานโรคในร่างกายของผู้ติดเชื้อจะต่ำกว่าผู้อื่น
  9. ไม่ควรดูแลสัตว์เลี้ยงหรือทำความสะอาดกรงสัตว์ เพราะอาจติดเชื้อโรคจากสัตว์ได้
  10. อยู่ในสถานที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
  11. พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
  12. สังเกตสุขภาพของตนเอง และพบแพทย์ผู้รักษาเป็นระยะ

อ่านข่าวต้นฉบับที่ https://goo.gl/7nv2dr

 

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s