ใส่ความเห็น

โซเชียล เน็ตเวิร์ค พลิกโลกธุรกิจ


โซเชียล เน็ตเวิร์ค พลิกโลกธุรกิจ - ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค ปฏิวัติโลกสื่อสาร

สิ่งหนึ่งที่โซเชียล มีเดียกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลบนอินเทอร์เน็ต มีปัจจัยหนุนสำคัญ คือ ผู้รับข่าวสารทั่วโลกมักใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตมากกว่าเดิม

รอบปีที่ผ่านมา จนกระทั่งปี 2554 ไม่มีใครปฏิเสธว่า “โซเชียล เน็ตเวิร์ค”(Social Network)ยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้น นอกเหนือจากเรื่องการสือสารแล้ว โซเชียล เน็ตเวิร์ค ยังมีอิทธิพลอย่างสูงในโลกธุรกิจ หลายองค์กรต่างปรับเปลี่ยน และหันมาเรียกใช้บริการคอมมูนิตี้ยุคใหม่นี้กันอย่างแพร่หลาย

สิ่งหนึ่งที่ “โซเชียล มีเดีย” กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลบนอินเทอร์เน็ต มีปัจจัยหนุนสำคัญ คือ บรรดาผู้รับข่าวสารทั่วโลกมักใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตมากกว่าสื่อเดิมๆ แบบไม่เห็นฝุ่น และพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เขาใช้บนอินเทอร์เน็ตก็จะเป็นพื้นที่ของเว็บประเภทโซเชียล มีเดีย

มีผลสำรวจ ระบุว่า ปัจจุบันวัยรุ่นอเมริกันมักใช้เวลาไปกับสื่ออินเทอร์เน็ตมากกว่าสื่อทีวี นั่นทำให้หลายแบรนด์สินค้า และบริการระดับโลกต่างกระโจนเข้าหาสื่อออนไลน์กันเป็นว่าเล่น ไม่เว้นแม้แต่สื่อดั้งเดิม ทั้งทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารต่างๆ ก็เกิดการหลอมรวมของสื่อเพื่อต้องการให้ข่าวสารที่ส่งไปสู่ผู้รับสารมีช่องทางกระจายข่าวให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็เป็นการใช้สื่อเพื่อทำให้เกิดความสะดวก สบาย รวดเร็ว

“สิ่งที่น่าจับตานับจากนี้ คือ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ทั้ง แอ๊ปเปิ้ล กูเกิล และ เฟซบุ๊ค จะเป็นออนไลน์ แอดเวอร์ไทซิ่ง และ มาร์เก็ต แพลตฟอร์ม ที่ทรงอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภค ส่งผลให้การวางแผนบริหารสื่อต้องเปลี่ยนรูปแบบวิธีการจากเดิม และทวีความเข้มข้นมากขึ้น”

นี่เป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ปี 2554 ที่ “อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธอมัสไอเดีย จำกัด อินเตอร์แอ็คทีฟเอเยนซีไทย ประเมินไว้ พร้อมทั้งบอกว่า ทั้ง 3 บริษัทนี้จะเป็นตัวพลิกโฉมหน้าการทำ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ที่สำคัญ และจะพลิกรูปแบบการเข้าถึงสินค้า บริการของกลุ่มคอนซูเมอร์ทั่วโลกในอนาคต

เธอเชื่อว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ออนไลน์มากขึ้น และด้วยเทรนด์ของแพลตฟอร์มใหม่ๆ รวมถึงความฮอตของโซเชียลเน็ตเวิร์คจะทำให้นักการตลาดต้องแบ่งสัดส่วนงบประมาณสำหรับการทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งแบบครบวงจร เป็น 2-10% ของงบการตลาดองค์กร ขณะที่มูลค่าสื่อออนไลน์ หรือดิจิทัล มีเดีย จะมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 2% หรือประมาณ 2 พันล้านบาทของมูลค่าสื่อโดยรวมที่ประเมินว่าจะอยู่ระดับแสนล้านบาท

ตัวอย่างเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นจากโซเชียล เน็ตเวิร์คที่ถือเป็นการพลิกกลยุทธ์ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งครั้งใหญ่ และจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก ได้แก่ 1.การผสมผสานดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง และ โซเชียล มีเดีย เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร โครงสร้างนี้ต้องอาศัยความเข้าใจออนไลน์เทคนิคต่างๆ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงผลทางการตลาด และติดตามได้ง่าย เป็นการขยายขอบข่ายในดิจิทัล สเปซ นอกจากการสร้างเว็บไซต์แนะนำสินค้า สร้างแฟนเพจเฟซบุ๊ค หรือสร้างแอคเคาท์ ทวิตเตอร์นักการตลาดควรต้องคิดว่า ทำอย่างไรถึงให้ช่องทางที่สร้างขึ้นเหล่านี้ สามารถเชื่อมโยงและทำการตลาดร่วมกันได้ ต้องนำไปสู่การครีเอทแคมเปญใหม่ๆ ได้

2.เฟซบุ๊ค จะกลายเป็นสมรภูมิที่มีอิทธิพลสำหรับนักการตลาด เพราะความนิยมใช้เป็นทั้งช่องทางโฆษณา และการตลาด แบรนด์จากทั่วทุกมุมโลกยังคงแข่งขันกันด้วยจำนวนแฟนบนเฟซบุ๊คผู้บริหารควรวิเคราะห์การวัดผล และวางกลยุทธ์สร้างความสัมพันธ์กับแฟนพันธุ์แท้ที่เป็นลูกค้าตัวจริง อีกทั้งต้องมีมาตรการคัดสรรและสื่อสารกับลูกค้าโดยคำนึงถึงคุณภาพมากกว่าจำนวน

ข้อเท็จจริงที่ถูกมองข้ามเสมอ คือ โซเชียลเน็ตเวิร์ค ไม่ใช่ของฟรี หรือของดีราคาถูก ยิ่งการพัฒนาแอพพลิเคชั่นมากขึ้นของเฟซบุ๊คอย่างเฟซบุ๊คช้อป หรือเฟซบุ๊คแมสเสจจิ้งและอีกมากมายที่กำลังจะปรากฏออกมาเร็วๆ นี้ ย่อมหมายถึง สื่อทรงพลังนี้จำเป็นต้องมีคนมาดูแลบริหารจัดการรับมือและโต้ตอบกับผู้คนที่เข้ามาได้อย่างมืออาชีพในทุกๆ ด้านและตลอดเวลา

3.แบรนด์ เอ็นเกจเมนท์ หรือพลังมัดใจสร้างแฟนพันธุ์แท้ นักการตลาดต้องทำงานหนักเพื่อผูกใจกลุ่มเป้าหมายให้สนใจติดตาม และจดจำแบรนด์ได้มากกว่าคู่แข่ง การดึงดูดและสร้างความต่อเนื่องกับผู้บริโภคผ่านทางการตลาดออนไลน์ การสร้างแคมเปญไมโครไซต์ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ถูกใจจะสร้างความรู้สึกดีๆ นำไปสู่แรงผลักดันการตัดสินใจซื้อสินค้าในที่สุด เทรนด์สำคัญที่จะมาแรง นักการตลาดจะหันมาใช้วีดิโอออนไลน์ดึงผู้บริโภคมากขึ้น

4. อีคอมเมิร์ช และ โซเชียลคอมเมิร์ชมาแรงปีนี้ ถือเป็นปีคิก-ออฟของร้านค้าออนไลน์ทั้งขนาดเล็ก และใหญ่ของไทย และจำนวนของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและมั่นใจกับการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์มีมากขึ้น

5. พลิกโฉมออนไลน์โปรโมชั่น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสีสันมากขึ้น เมื่อนักการตลาดที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมารุกตลาดเพื่อสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ การทำออนไลน์โปรโมชั่นสำหรับร้านออนไลน์จะทวีความเข้มข้น จะได้เห็นความถี่ในการทำโปรโมชั่นประเภท one-day-deal, weekend deal, friend & family deal มากขึ้น ร้านค้าออนไลน์ที่พัฒนาระบบฐานข้อมูลเป็นระบบ จะได้เปรียบในการสร้างโปรโมชั่นเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละราย (Personalized Deal)

6. สมาร์ทโฟน ไอแพด แทบเล็ต ตัวสร้างประสบการณ์รับรู้ มีอิทธิพลในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานและการรับรู้ข้อมูลของผู้บริโภคอย่างคาดเดาได้ยาก นักการตลาดจึงต้องเข้าใจ และเลือกใช้เทคนิคการสื่อสารและแอพพลิเคชั่นต่างๆ ให้เหมาะสม เพื่อทำการตลาดอย่างประชิดติดตัวผู้บริโภค

7. แบรนด์เพิ่มการลงทุนสร้างแอพพลิเคชั่น แนวโน้มนี้ จะพบว่า แบรนด์พากันทุ่มเทงบประมาณมากขึ้นในการสร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นบนดีไวซ์ใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวงกว้าง โดยเน้นลักษณะของแอพฯ ที่มีเป้าหมายการใช้งานต่างกันมารวมอยู่ในเครื่องเดียวกัน

ขณะที่ “ศิวัตร เชาวรียวงศ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์คอนเนคชั่น เสริมว่า “คอนเทนท์” คือ เทรนด์ของการทำการตลาดผ่านโซเชียล มีเดีย ตามกระแสของโลก ที่แต่ละแบรนด์สินค้า และบริการจะแข่งขันกันอย่างสูงเพื่อทำคอนเทนท์ให้ดึงดูดใจ เพื่อเป็นช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

“ทุกวันนี้เวลาคนตัดสินใจซื้อสินค้าอะไรสักอย่าง ก่อนตัดสินใจซื้อ สื่ออินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นแหล่งข้อมูลสุดท้ายที่เขาเข้าไปดูก่อนตัดสินใจซื้อจริง มีตัวเลขระบุว่า 70% ของผู้บริโภคไม่เชื่อคำโฆษณา แต่จะเชื่อความคิดเห็นของคนที่ใช้งานสินค้า หรือบริการนั้นๆ บนอินเทอร์เน็ตมากกว่า นั่นหมายความว่า สิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเวลา ตัดสินใจซื้อสินค้า คือความเห็นจากผู้บริโภคด้วยกันเอง”

ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊คปฏิวัติโลกสื่อสาร

“ผมเรียกทวิตเตอร์ว่า ‘ปรากฏการณ์โลกแบน’ ทุกคนเจอกันได้ ทำให้คนทั่วไปสามารถพบเจอคนที่สำคัญในสังคมได้ง่ายขึ้น แต่พฤติกรรมการเล่นทวีตของคนไทย ณ วันนี้ ยังไม่เวิร์ค จากผู้เล่นเป็นหลักหลายๆ แสนคน จะมีคนที่ทวีตเป็น ทวีตมีประโยชน์ หรือเป็นอินฟลูเอนเซอร์แค่ 100 กว่าคนเท่านั้น ที่สำคัญ คนที่เล่นทวิตเตอร์ทุกวันนี้ ต้องใช้วิจารณญาณให้มากที่สุด”

“ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย” กูรูการตลาดชั้นนำของไทย หรือ @mktmag ในโลกของทวิตเตอร์เคยให้ความเห็นไว้ แถมบอกว่า ตอนนี้คนไทยเล่นทวิตเตอร์ยังเป็นแค่ขั้น “early adopter” ต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะขึ้นสู่ขั้นแอดวานซ์ เมื่อมีผู้เล่นเป็นหลักล้าน

ถึง ณ วันนี้ การใช้โซเชียล มีเดีย ของไทยจากที่อยู่ในระดับ “early adopter” อาจจะเรียกได้ว่า ใกล้เคียงขั้นแอดวานซ์ขึ้นมากเต็มที จากที่คนไทยเริ่มใช้ทวิตเตอร์ทำกิจกรรมสร้างประโยชน์ร่วมกัน ที่ชัดที่สุด คือ การรวมพลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งถือเป็นโมเดลการใช้ทวิตเตอร์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ยังไม่นับรวมถึงการช่วยเหลือ การเป็นหูเป็นตา การตั้งข้อสงสัย เพื่อนำมาซื้อการสืบค้น การเสาะหาเพื่อให้ได้ความจริง

ประเมินกันว่า จำนวนคนไทยที่ใช้ทวิตเตอร์ปัจจุบันอยู่หลัก “หลายแสนคน” จากผู้เข้าใช้ทั่วโลก 175 ล้านคน โดยเมื่อปี 2553 ไมโคร บล็อกกิ้งชื่อดังแห่งนี้มีคนเข้าทวีตข้อความกว่า 2 หมื่นล้านทวีต มีแอคเคาท์ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 100 แอคเคาท์

นั่นทำให้ไมโครบล็อกกิ้งนี้กลายเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งปลายปี 2553 ทวิตเตอร์สามารถระดมเงินทุนได้กว่า 200 ล้านดอลลาร์ โดยหนึ่งในผู้ร่วมลงทุนได้แก่ บริษัทเคลนเนอร์ เพอร์คินส์ คลอฟิลด์ หรือเคพีซีบี บริษัทเงินทุนในซิลิคอน วัลเลย์ ทำให้ทวิตเตอร์ที่มีพนักงานราว 350 คน มีมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านดอลลาร์ เมื่อ 15 เดือนที่แล้วเกือบ 4 เท่าตัว เป็น 3.7 พันล้านดอลลาร์ทันที

ขณะที่ “เฟซบุ๊ค” โซเชียล เน็ตเวิร์คที่เป็นเหมือนบล็อกส่วนตัว ก็กลายเป็นพื้นที่ของการแบ่งปันข้อมูล การเชิญชวน การแสดงออกที่อาศัยการบอกต่อๆ กันไป กลายเป็นปรากฏการณ์ของคอมมูนิตี้รูปแบบใหม่

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: