ใส่ความเห็น

แนวคิดการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ


success-wide

การดำเนินชีวิตให้เจริญก้าวหน้าประสบผลสำเร็จใน ด้านอาชีพการงานได้นั้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรู้จักเป้าหมายการทำงานมีหลักปฏิบัติใน การทำงานรู้วิธีการทำงาน รู้เหตุและรู้ผล ซึ่งเป็นปัจจัยในความสำเร็จของงาน ผู้ทำงานต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นในการทำงานเพื่อความสำเร็จต่อไปนี้…

1. เป้าหมายของผู้ทำงาน สร้างความสุข ความเจริญก้าวหน้า และความมั่นคงให้กับ ตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติ
2. หลักปฏิบัติในการทำงาน
1.1 การตั้งใจทำให้จริง ทำให้ตรง ทำให้ตลอด
1.2 การพยายามคิดพิจารณาด้วยความรู้ความสามารถของตนด้วยปัญญา ให้เห็นถึงสาระและประโยชน์แท้จริงของงานที่ทำนั้นให้กระจ่างชัด
1.3 จงพยายามวางสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สาระและเป้าหมายของงานนั้นไว้ก่อน และตั้งหน้าตั้งตา กระทำงานนั้นให้จนสำเร็จลุล่วง
1.4 การรู้จักพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเอง ทั้งกาย วาจา และจิตใจให้อยู่ในความสงบ หนักแน่น มั่นคง แน่นอน มีสติ และสงบสำรวมรอบคอบ ไม่ปล่อยให้ตื่นเต้น หวั่นไหว และฟุ้งซ่าน
3. วิธีการทำงาน
3.1 จะต้องตระหนักในหน้าที่ ที่รับผิดชอบ
3.2 จะต้องศึกษาขอบเขตความมุ่งหมายของงาน ตลอดจนสถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ให้ เข้าใจแจ่มแจ้งทั่วถึงตามความเป็นจริงทุกกรณีไป
3.3 ควรจะแสดงความคิดเห็นร่วมกับผู้ร่วมงานอยู่เสมอ
3.4 จะต้องมีความตั้งใจอันแน่วแน่อยู่ตลอดเวลาที่จะปรับปรุงตนเอง วิธีการ และกลไกการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง
4. รู้ปัจจัยความสำเร็จของการทำงาน
4.1 มีความรู้ความสามารถในวิชาการ
4.2 มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นในเหตุผลแห่งความถูกต้องในความสุจริต ยุติธรรมในความเที่ยงตรง และความรับผิดชอบ
4.3 มีความรอบรู้ ความคิดอ่านที่กว้างไกล มีหลักเกณฑ์กับความเฉลียวฉลาดคล่องตัวในการประสานงานและประสานประโยชน์
5. คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ปฏิบัติงาน
5.1 มีความตั้งใจจริง
5.2 มีความอดทน
5.3 มีความขยันหมั่นเพียร
5.4 มีความซื่อตรง
5.5 มีความเห็นอกเห็นใจ
5.6 มีถ้อยทีถ้อยอาศัย
5.7 มีความเมตตา กรุณา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน
5.8 มีความสามัคคี
5.9 มีความสุจริตต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และส่วนรวม
6. ปัจจัยในการสร้างความสามัคคี
6.1 การปันสิ่งของของตนเองแก่ผู้อื่นที่ควรให้ อันได้แก่การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของตลอดถึงการให้วิชาความรู้ ข้อแนะนำสั่งสอนที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
6.2 มีไมตรีจิต มีความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน เจรจาถ้อยคำอ่อนหวาน อันได้แก่ การพูดถ้อยคำที่น่ารัก คำสุภาพ ไพเราะ สมานสามัคคี ก่อให้เกิดไมตรี และความรักนับถือกัน ตลอดถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ และเป็นธรรมอื่น ๆ
6.3 ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น อันได้แก่การขวนขวาย ช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสนับสนุนส่งเสริมในทางศีลธรรม จริยธรรม
6.4 ความเป็นผู้เสมอต้นเสมอปลาย อันได้แก่ ความเป็นคนดีต่อผู้อื่น เสมอต้นเสมอปลาย ความเป็นผู้มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ความมีใจร่วมสุขร่วมทุกข์กับคนอื่นเสมอทุกเวลาและทุกกรณี

นอกจากที่ ได้กล่าวมาแล้ว การที่บุคคลจะดำเนินชีวิตในการทำงานให้ประสบผลสำเร็จไปด้วยดีอีกด้านควรนำไป ปฏิบัติควบคู่กัน และมีผลกับทางด้านจิตใจ คือการปฏิบัติตามหลักธรรม ดังพระพุทธองค์ทรงชี้แนะไว้ว่า พละ 5 คือ พลัง 5 ประการ ได้แก่ ฉันทะ(ความพอใจ) วิริยะ(ความพากเพียร) สติ (ความไม่ประมาท) สมาธิ (ความตั้งใจแน่วแน่) และปัญญา (ความเห็นแจ้งด้วยปัญญา)

การปฏิบัติตาม หลักธรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จแห่งกิจการนั้น คือหลักแห่งความสำเร็จ เรียกว่าอิทธิบาท 4 (ธรรมให้ถึงความสำเร็จ) มี 4 ข้อคือ

ฉันทะ มีใจรัก คือพอใจจะทำสิ่งนั้น และทำด้วยใจรัก ต้องทำให้เป็นผลสำเร็จอย่างดีแห่งกิจ หรืองานที่ทำ มิใช่สักว่าทำพอให้เสร็จ ๆ หรือเพียงเพราะอยากได้รางวัลหรือผลกำไร
ฉันทะ ให้พอใจในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย จะทำกิจการใด ๆ ก็ได้ แปลว่า รักที่จะทำ พอใจที่จะทำ หรืออยากจะทำก็ได้ ซึ่งเป็นการอยากจะทำความดี ความอยากจึงมี 2 แบบ อย่างแรกคือ อยากในสิ่งที่ดี เช่น มีจิตใจใฝ่รู้ ใฝ่ดี ใฝ่ทำ ใฝ่สร้างสรรค์ ใฝ่สัมฤทธิ์ อยากทำเพื่อให้ได้ผล หรืออยากจะฝึกให้เก่ง เหมือนคนอื่นเขา เรียดว่า ฉันทะ ฉันทะเป็นของดีและเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้า สรรเสริญ อย่างที่สอง คือ อยากในสิ่งที่ไม่ดี คือ อยากมี อยากเป็นในบางอย่างไม่อยากมีไม่อยากเป็นในบางอย่าง หรืออยากได้ผลไปเลย เช่น ฉันอยากเก่ง อยากรวย อยากได้ของคนอื่น เรียกว่า ตัณหา

วิริยะ คือ ให้เพียรพยายามปฏิบัติหน้าที่ ขยัน หมั่นกระทำไม่ท้อถอยมีความเพียรที่จะทำ ตัวอย่างชัด และทุกคนทราบ เช่น การฝึกอบรมหลักสูตรภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เป็นภาษาที่สอง ทุกคนก็ไปเรียน ที่ไม่รู้ก็เพียรพยายามค้นคว้าหาศัพท์ ฝึกการอ่าน การพูด การเขียน การท่อง ฝึกทำการบ้าน เพื่อจะได้สอบผ่าน หรือ เจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งไปฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ใช้ในสำนักงาน จากสิ่งที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจหมั่นเพียรฝึกฝน เพื่อนำความรู้ที่ได้ที่เข้าใจ นำไปปฏิบัติงานในหน่วยงานของตนเอง ให้เจริญก้าวหน้าจนสำเร็จเป็นต้น ความเพียรเป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่แม้ศัตรูก็ยอมพ่ายแพ้ในกำลังใจของผู้ที่มีความ เพียร ดังน้อมรับพระราชดำรัสแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
ความเพียรที่ถูกต้องเป็นธรรม และพึงประสงค์นั้น คือ ความเพียรที่จำกำจัดความเสื่อมให้หมดไป และระวังป้องกันมิให้เกิดใหม่อย่างหนึ่งกับความเพียรที่จะสร้างสรรค์ความดี ความเจริญให้เกิดขึ้น และระวังรักษามิให้เสื่อมสิ้นไปอย่างหนึ่ง ความเพียรทั้งสองประการนี้ เป็นอุปการะอย่างสำคัญแก่การปฏิบัติตนปฏิบัติงาน ถ้าทุกคนในชาติจะได้ตั้งตน ตั้งใจอยู่ในความเพียรดังกล่าว ประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดขึ้นพร้อมทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม” (9 มิถุนายน 2539)

จิตตะ เอาจิตฝักใฝ่ คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด ไม่ปล่อยจิตใจให้ฟุ้งซ่าน เลื่อนลอย ใช้ความคิดในเรื่องนั้น บ่อย ๆ เสมอ ๆ ทำกิจนั้นงานนั้นอย่างอุทิศใจ
จิตตะ คือ มีใจฝักใฝ่เอาใจใส่ในการงานพัฒนาให้เจริญอย่าเพิกเฉย ไม่ทอดทิ้ง ไม่ละเลย มีการคิดบ่อย ๆ ทำการตรวจสอบและคอยติดตามผล ตัวอย่างเช่น ครูต้องคิดว่าสอนด้วยความรู้จริง รู้จริง ทำได้จริง จึงสอนเขา สอนอย่างมีเหตุผล ให้เขาพิจารณาเข้าใจแจ้งด้วยปัญญาของเขาเอง สอนให้ได้ผลจริง สำเร็จความมุ่งหมายของเรื่องที่สอนนั้น ๆ เช่น ให้เข้าใจได้จริง เห็นความจริง ทำได้จริง นำไปปฏิบัติได้ผลจริงเป็นต้น
วิมังสา ใช้ปัญญาสอบสวน คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อน ข้อบกพร่องและขัดข้องในสิ่งที่ทำนั้นโดย รู้จักทดลองวางแผน วัดผลคิดค้นวิธีแก้ไข ปรับปรุงเป็นต้น เพื่อจัดการและดำเนินงานนั้นให้ได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

วิมังสา พิจารณาเหตุผลในการทำงาน วิมังสาจึงมักจะใช้คู่กับจิตตะ คือ การใช้ปัญญาหาเหตุผลเพื่อพัฒนาปัญญาอยู่เรื่อย ๆ ตรวจสอบหาทางแก้ไขในจุดที่งานติดขัด ตัวอย่างเช่น การทำวิจัย ผู้ทำจะต้องรู้จักวางแผน คิดค้น ค้นคว้า ทำการทดลอง วัดผล และปรับปรุงแก้ไข เมื่อพบข้อบกพร่อง ใช้สติทำใจให้สงบ คิดช้า ๆ และทบทวนไตร่ตรองหาเหตุผลก็มักจะแก้ปัญหาออกได้เสมอ คือ มีปัญหาเกิดขึ้นมา และแก้ไขงานที่ทำได้เป็นผลสำเร็จดียิ่ง ๆขึ้นไป
ดังจะเห็นได้ว่า การงาน ทำกิจการใด ๆ ล้วนใช้ธรรมะคือ พละ5 และอิทธิบาท4 รวมเป็น 9 ประการ เป็นฐานธรรมที่จะนำเราไปสู่ความสำเร็จได้ และจะสำเร็จได้ดีมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพละ5 และอิทธิบาท4 ของเรา

มีฉันทะน้อย ก็อาจจะไม่ต้องทำงานนั้นเลย ด้วยอ้างว่าหนาวนัก ร้อนนัก เวลาเย็นนักแล้ว เพราะไม่อยากทำ
มีวิระยะน้อย ทำ ๆ ไปก็ทิ้งงานกลางคัน เพราะรู้สึกว่าเบื่อ เกียจคร้านไม่รู้จักรับผิดชอบ ยอมแพ้ตั้งแต่ไม่เริ่มทำ
มีจิตตะน้อย ก็พลาดหลง ๆ ลืม ๆ มองข้ามปัญหาเป็นจุด ๆ ไป หรืออาจมองแต่ความบกพร่องของคนอื่นแต่ของเราเองมองข้าม

มีวิมังสาน้อย ก็แก้ปัญหาได้ไม่ดี

มี สติน้อย มักทำพลาด พูดพลาด ผลุนผันไม่รอบคอบด้วยทุจริตทางกาย วาจาหรือทางใจ ปล่อยจิตเรื่อยไปไม่รู้จักยับยั้ง ในส่วนความดีไม่ตั้งใจทำ อาการดังนี้เรียกว่า ประมาท คือ ขาดสติ

มีสมาธิน้อย จิตก็หวั่นไหวแปรปรวน จิตไม่มีสมาธิย่อมดิ้นรนกระสับกระส่าย คิดฟุ้งซ่าน หรือทะยานเป็นฐานแห่งความทุกข์ ไม่อาจจะใช้ปัญญาอบรมปัญญาที่มีอยู่ให้เจริญขึ้นได้ เหมือนอย่างไฟฉายที่แกว่งไปแกว่งมา ไม่อาจส่องอะไรให้มองเห็นชัดเจนได้ จึงต้องทำจิตให้สงบด้วยสมาธิเป็นหลัก

มีปัญญาน้อย ก็ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักอ่านไปทำไม เพราะอับจนปัญญา ไม่รู้จักใช้ปัญญาพิจารณาโดยแยบคาย คือความไม่เข้าใจสภาวะรู้คิด รู้เลือกวินิจฉัย และไม่รู้จักจัดการให้ถูกต้อง หลงผิดคิดแต่สร้างความเดือดร้อนแก่ตน และผู้อื่น
ดังนั้นผู้มีสติดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี สติอ่อน ปัญญาก็ซบเซา ผู้ทำงานทั่ว ๆ ไป อาจจำสั้น ๆ ว่า รักงาน สู้งาน ใส่ใจงาน และทำงานด้วยปัญญา คือ พละ5 และอิทธิบาท4 จึงเป็นธรรมนำสู่ความสำเร็จที่แท้จริง

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: