ใส่ความเห็น

จิตแพทย์ชี้ “เด็กตีกัน”เหตุอยากเป็นสุดยอดเพื่อนยอมรับ แนะปรามก่อนเป็นอาชญากร


จิตแพทย์ ชี้ เด็กยกพวกตีกัน เพราะอยากได้รับการยอมรับจากสังคม รู้สึกอยากเด่นดัง แถมชินชาสังคมแวดล้อมก้าวร้าวรุนแรง คิดว่าใช้กำลังแก้ปัญหาได้ แนะฝึกให้เด็กอึด อดทน ควบคุมอารมณ์ตนเองก่อนโตกลายเป็นอาชญากร

students01

        พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวถึงสาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์การทะเลาะวิวาทยกพวก ตีกันของวัยรุ่นที่นับวันทวีความรุนแรงมากขึ้น ว่า เกิดจากหลากหลายปัจจัยประกอบกัน ปัจจัยภายใน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย การเปลี่ยนแปลงด้านฮอร์โมน พื้นฐานอารมณ์ เช่น อารมณ์ร้อน อารมณ์เย็น หรือหวั่นไหววิตกง่าย ซึ่งติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด ที่สำคัญ วัยรุ่นขาดการเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งเมื่อใดที่เด็กหรือวัยรุ่นมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเองและถูกดูแคลนว่า ด้อยความสามารถ พวกเขาก็จะแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจทั้งจากสังคมทั่วไปและจากภายใน กลุ่มเพื่อน ซึ่งการทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย ยกพวกตีกัน เป็นวิธีการหนึ่งที่คิดและทำได้ง่าย ทำให้รู้สึกเด่นดัง เพื่อนเห็นความสามารถและได้รับการยอมรับ


พญ. วิมลรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วน ปัจจัยแวดล้อมภายนอก ได้แก่ สภาพครอบครัว ระบบการศึกษา และสังคม ที่สร้างความกดดันให้กับเด็กหรือวัยรุ่น เช่น การบังคับหรือลงโทษ กวดขันอย่างเข้มงวด ปิดกั้นไม่ให้อิสระ การถูกตำหนิหรือต่อว่าจากสังคม การปล่อยปละละเลยทอดทิ้งหรือในทางตรงข้ามการประคบประหงมจนเกินเหตุ รวมทั้งสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงรอบด้านที่เด็กเห็นจนชินชา ล้วนเป็นสาเหตุให้เด็กเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงใช้กำลังในการแก้ปัญหาได้ ทั้งสิ้น

students02

       พญ.วิมลรัตน์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ความอดทนและความก้าวร้าวสัมพันธ์กันอย่างมาก เพราะเมื่อไม่ได้อะไรดั่งใจ ทนไม่ได้ อึดอัดน้อย ก็ต้องระบายออกถึงความผิดหวัง เสียใจ ซึ่งแต่ละคนก็จะแสดงความก้าวร้าวรุนแรงมากน้อยแตกต่างกัน อาจโวยวาย ด่าว่า ทำร้ายตัวเอง และทำร้ายผู้อื่นในที่สุด ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน จึงต้องฝึกความอึดหรือความอดทนให้กับเด็กโดยไม่ตามใจหรือช่วยเหลือมากเกินไป ควรให้พวกเขาเจอกับปัญหาอุปสรรคบ้าง เพื่อให้รู้จักการแก้ปัญหาด้วยตนเอง รู้จักการควบคุมอารมณ์ มีความอดทนในการรอคอย มีระเบียบวินัยในตนเอง ก่อนที่เขาจะแสดงความก้าวร้าวรุนแรงเกินเหตุจนกลายเป็นอาชญากรที่เราคาดไม่ ถึง

“การสังเกตว่า เด็กหรือวัยรุ่นจะมีแนวโน้มเป็นคนก้าวร้าว ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาหรือไม่นั้น นอกจากการสังเกตได้ง่ายจากเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมด้านอารมณ์อยู่แล้ว เช่น ชอบก่อกวน โหดร้ายทารุณสัตว์ ชกต่อย ทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น ทำลายข้าวของ ขู่คุกคาม ไม่เคารพกฎระเบียบต่างๆ เด็ก/วัยรุ่นที่เก็บตัว เก็บกด ไม่เคยได้ระบายความรู้สึกออกมาอย่างเหมาะสม ก็เป็นกลุ่มเด็กที่น่าเป็นห่วงและควรเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน เพราะมีโอกาสที่จะแสดงความก้าวร้าวรุนแรง เป็นอันตรายต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคม ได้ทุกเมื่ออย่างน่ากลัว”พญ.วิมลรัตน์ กล่าว

พญ.วิมลรัตน์ กล่าวอีกว่า แนวทางแก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้น จะโยนความผิดให้เด็กเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ ก่อนอื่น ต้องแบ่งกลุ่มเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นปัญหามาก เป็นหัวโจก ปลุกระดม กับ กลุ่มเด็กปกติหรือกลุ่มเด็กที่มีแนวโน้มจะก่อความก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งเด็กกลุ่มแรกอาจต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายมาช่วยแก้ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งในการฝึกความอดทนและเป็นระเบียบวินัย ให้เด็กเกิดการยอมรับว่าเขาทำผิดก็ต้องได้รับผลจากการกระทำความผิดนั้น ทั้งนี้ ในระบบกฎหมายจะมีเรื่องการฟื้นฟูจิตใจให้ดีขึ้น ทั้งการปรับพฤติกรรมและอารมณ์ เพื่อให้ผู้กระทำผิดออกมาเป็นคนดีของสังคมได้ ซึ่งครอบครัว ชุมชน สังคม ก็ต้องให้การยอมรับ ไม่ตีตรา ตอกย้ำ ดูถูกเหยียดหยามถึงความผิดของพวกเขา เพื่อให้พวกเขามีโอกาสที่จะปรับตัว สามารถกลับมาเป็นคนดีของสังคมได้

“ส่วนเด็กกลุ่มปกติหรือมีความเสี่ยง ก็ควรมีการส่งเสริมป้องกัน โดยมีพื้นที่ให้เด็กหรือวัยรุ่นได้ทำกิจกรรมที่เสริมสร้างคุณค่าให้กับตัว เองมากกว่าการคอยห้ามปรามหรือตำหนิพวกเขา ในส่วนของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เข้าใจธรรมชาติของเด็ก ช่วยพวกเขาหาตัวตนให้ได้ พัฒนาอีคิว โดยเฉพาะการควบคุมอารมณ์ การเสริมทักษะชีวิต มีกิจกรรมเสริมให้เรียนรู้ถึงผลที่จะได้รับจากการใช้ความรุนแรงในการแก้ไข ปัญหา กิจกรรมฝึกความอดทน แยกแยะความถูกผิด รู้จักการให้อภัย สร้างระเบียบวินัยให้ตนเองได้ ที่สำคัญต้องเป็นเพื่อนกับเด็ก ใส่ใจพูดคุย มากกว่าดุด่า หรือออกคำสั่งเพียงอย่างเดียว”พญ.วิมลรัตน์ กล่าว

พญ.วิมลรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับเด็ก และกลุ่มเพื่อน ก็นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างคุณค่าในตัวเองและช่วยลดปัญหาความรุนแรง ที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยการปลูกฝังความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นห่วงเป็นใยกัน คอยเตือนกันเมื่อเพื่อนจะทำผิด ชักจูงเพื่อนให้เปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ตลอดจนร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์เกิดจากความต้องการของพวกเขา เอง


ที่มา: http://www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9530000008604

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: