7 ขั้นตอนในการออกแบบอาคารของสถาปนิก


COCONS ACHITECTURE

เรียบเรียงจากจากบทความเฟสบุค Greenbox Design

7 ขั้นการการทำงานของสถาปนิก (จากประสบการณ์ตรงไม่อิงตำรา)

บทความนี้จุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจกับบุคคลทั่วไป ที่ไม่รู้ว่าสถาปนิกนั้นสำคัญอย่างไร และมีความจำเป็นสำหรับความเป็นอยู่ของทุกคนอย่างไร ทำไมค่าบริการ 7.5เปอร์เซนของค่าก่อสร้างนั้นถึงดูเหมือนแพงได้ขนาดนี้ จริงๆแล้วค่าบริการของนักออกแบบหรือสถาปนิกนั้นก็คล้ายๆกับการซื้อวัตถุสิ่งของต่างๆในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นผักธรรมดากับผักออแกนิคราคาก็ไม่เท่ากันอยู่แล้ว ผมไม่ได้จะบอกว่าผักสองอย่างนี้อย่างไหนดีกว่า แต่ผมสามารถบอกได้ว่ากระบวนการและลำดับขั้นตอนของการปลูกผักชนิดไหนยากลำบากและซับซ้อนมากกว่า ฉะนั้นแล้วก็ไม่แปลกที่มูลค่าของผักออแกนิคจะมีราคาสูงกว่า นั่นเป็นเพราะความพึงพอใจที่ยอมจ่ายแพงเพื่อความสบายใจและเชื่อว่าสุขภาพของเราจะดี ที่จะเล่ามาทั้งหมดนั้นจะบอกว่า เราไม่สามารถนำเงิน(จำนวนเดียวกัน)ที่จะเอาไปซื้อผักทั่วๆไป ไปซื้อผัก ออแกนิค ได้ เหมือนกับที่หลายๆคนหวังว่า อยากจ่ายค่าออกแบบ 3 เปอร์เซ็น แต่อยากได้คุณภาพงาน 7.5 เปอร์เซ็น ในบทความนี้ผมพยายามจะอธิบายว่า 7.5 เปอร์เซ็นของค่าออกแบบนั้นควรจะได้อะไรบ้าง เบื้องต้นนี้ขอเล่าถึงวิธีการทำงานของเราเอง

a2.jpg

1. Research Stage

หลังจากตกลงที่จะร่วมงานกัน สถาปนิก จะเริ่มทำ Research ข้อมูลด้านต่างๆเพื่อใช้ในการทำงาน และเป็นเงื่อนไขที่ทั้งผู้ออกแบบ และเจ้าของโครงการต้องเข้าใจตรงกัน

ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราสั่งกระเพราเผ็ดๆ content หลักๆของเมนูนี้คือ “เผ็ด” วิธีการที่จะทำให้เผ็ดก็คือใส่พริกเยอะๆ นั่นคือข้อตกลงร่วมกันระหว่างลูกค้ากับแม่ค้า ฉะนั้นแล้วการ Research ข้อมูลนั้นสำคัญมากๆเพื่อที่จะได้ข้อตกลงที่เข้าใจตรงกันระหว่างแม่ค้ากับลูกค้า เพราะถ้า ไม่มี Content หลักของเมนูนี้ แม่ค้าอาจจะต้องทำกระเพรา 100 จาน เพื่อที่ลูกค้าจะชอบแค่ 1 จาน

การทำงานออกแบบในช่วงนี้ก็เช่นกัน ลูกค้าทุกคนอาจจะอึดอัดใจไม่ได้เห็นแบบบ้านที่ตนเองอยากเห็นซักที เจอแต่คำถาม เจอแต่ Diagram สิ่งที่เราต้องการหลักๆในช่วงคือความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมดครับ ทั้งเรื่อง พื้นที่ ผู้ใช้งาน ผลกระทบทั้งจากพื้นที่ บุคคล การคาดการณ์อนาคตต่างๆ ไม่ใช่ข้อมูลที่บอกว่า อยากได้บ้านกี่ห้องน้ำ กี่ห้องนอน เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของนักออกแบบครับ

a3.jpg

2. Concept Design Stage

จริงๆแล้วเป็นที่ถกเถียงและงุนงง ของนักออกแบบมาเนิ่นนาน ว่า Concept คืออะไร? จำเป็นต้องมีจริงๆหรือไม่ เราสามารถทำงานจาก Condition (เงื่อนไข) และ Priority (ลำดับความสำคัญ) ได้หรือไม่ จริงๆแล้วสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องใช้ในการออกแบบอยู่แล้วครับ

ผมขอยกตัวอย่าง ว่า สมมติว่าเรามีบ่อปลาอยู่ 1 บ่อมีปลาหลายชนิดมาก เงื่อนไขและลำดับความสำคัญของเราคือต้องจับปลาปลาช่อนที่โตแล้วเท่านั้น เราเชื่อว่า Concept ในที่นี้ คือกระบวนการสร้าง Design Tools เพื่อการจับปลาช่อนตัวใหญ่ เพราะถ้าไม่มี “แนวความคิดที่จะจับปลาช่อนตัวใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ” เราก็ก็ใช้เครื่องมือเดิมในการจับปลา ไม่ว่าจะเป็นเบ็ด ที่ไม่รู้ว่าจะตกได้เฉพาะปลาช่อนหรือเปล่า หรือ จะเป็นแห ที่จับได้หลายๆอย่างแล้วค่อยมาแยกปลาช่อนออก นั่นแสดงว่าเครื่องมือนั้นไม่ได้ถูกคิดมาเพื่อจับปลาช่อนตัวใหญ่

การทำงานออกแบบสถาปัตยกรรมก็เช่นกัน การออกแบบชุดเครื่องมือ(Design Tools) สำหรับงานออกแบบ (Design Production) นั้นสำคัญมากๆ การตั้งเป้าหมายของสถาปัตยกรรม จะแตกย่อยออกมาเป็นวิธีการในการไปถึงเป้าหมายนั้นๆได้อย่างไม่นอกประเด็น ช่วง Research Stage และ ช่วง Concept Design Stage เจ้าของโครงการจะได้รับรู้ถึงข้อมูล และวิธีการนำข้อมูลต่างๆนั้นมาสังเคราห์เป็นงานออกแบบ

a4.jpg

3. Design Develop Stage

หลังจากจบงานส่วนที่เป็นช่วง Concept Design Stage เราจะได้แบบร่างออกมา ในส่วนของ Production ก็จะมีดังนี้

  1. La-out plan และ Floor Plan คือผังแบบแปลนที่เห็นฟังค์ชั่นการใช้งานต่างๆ รวมไปถึงระยะ และวัสดุของบ้าน และงานระบบเบื้องต้น
  2. Section รูปตัดของบ้านจะแสดงให้เห็นถึงระยะในแนวดิ่งของบ้าน แต่ที่สัมคัญกว่านั้น คือ ความสัมพันธ์ของพื้นที่ทั้งหมดของบ้าน ด้วยความที่สถาปัตยกรรมนั้นเป็นงาน 3 มิติ – 4 มิติ ฉะนั้นแล้วความสัมพันธ์ของพื้นที่ต่างๆจะมีมากมายหลายเรื่อง อาทิเช่น การเข้าถึง การมองเห็น การได้ยิน รวมไปถึงทิศทางของมวลอากาศร้อย-เย็น ความรู้สึก อารมณ์เป็นต้น
  3. Elevation รูปด้าน ระแสดงให้เห็นถึงรูปทรงหน้าตาของอาคาร ทั้งระยะและวัสดุ รวมไปถึงการเกิดแสงเงาของอาคาร
  4. Perspective เป็นภาพ 3 มิติ ที่ใช้อธิภายแบบในมุมมองของมนุษย์ (man eyes view) ของนก (bird eyes view) ของหนอน (worm eyes view) แล้วแต่ว่าจุดประสงค์ของผู้ออกแบบต้องการนำเสนออะไร โดยส่วนมากแล้วจะนำเสนอให้รับรู้ถึง Architectural space (พื้นที่ว่างที่ทำให้เกิดทั้งการงานทางด้านต่างๆรวมไปถึงการใช้งานทางด้านความรู้สึก) และวัสดุต่างๆ สามารถรับรู้ได้ว่าถ้ายืนอยู่ตรงนี้จะมองเห็นอาคารในรูปแบบใด
  5. Architectural Model หุ่นจำลองสถาปัตยกรรม Architectural Model จะทำให้เราและเจ้าของโครงการเห็นมิติของอาคารได้ดียิ่งขึ้น เพราะต้องเข้าใจว่าเจ้าของบ้านส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เรียนการอ่านแบบสถาปัตยกรรม หรือ วิศวกรรมมา ฉะนั้นแล้วการใช้ Perception ในรูปแบบบ้าน จาจา นั้นเป็นวิธีที่ทำให้ทุกคนเข้าใจรายละเอียดและการเชื่อมต่อของพื้นที่ต่างๆภายในบ้านได้ดีที่สุด 

ในช่วง Design Develop นี้ก็จะพัฒนาแบบไปจนตรงตามเป้าหมายหลักที่เราตั้งไว้ในช่วงแรก(Research Stage) โดยใช้วิธีการจากข้อที่2(Concept Design Stage) เพื่อให้ได้ผลลัพภ์ในข้อที่ 3(Design Develop Stage)

a5.jpg

4. for Submission Drawing Stage

หลังจากสรุปแบบร่างกันไปแล้วนั้น ผู้ออกแบบก็จะนำรายละเอียดของแบบบในช่วง Design Develop มาทำให้เป็นแบบขออนุญาตก่อสร้าง เนื้อหาของแบบขออนุญาติก่อสร้างนั้นเพื่อ แจ้งให้กับทางหน่วยงานราชการเข้าใจว่า บ้านหลังนี้มีโครงสร้างที่แข็งแรงปลอดภัย ปลอดภัยต่อละแวกข้างเคียง ปลอดภัยต่อผู้ใช้งานเอง และไม่เป็นที่รบกวนหรือริดรอนสิทธิของผู้อื่นและสาธารณะประโยชน์

จุดประสงค์หลักของแบบขออนุญาติมีเพียงเท่านี้จริงๆ ฉะนั้นแล้วในแบบชุดสำหรับขอนุญาตก่อสร้างรายละเอียดแบบจะไม่เยอะเท่าแบบในช่วง Tender หรือ Construction Drawing เพื่อสะดวกในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการ

เคยเอาแบบ For Construction Drawing ไปยื่นขออนุญาติ นอกจากจะโดนที่เขตบ่นแล้วยังทำให้การตรวจแบบล่าช้า

a6.jpg

5. for Tender Drawing Stage

เป็นขั้นตอนจัดทำแบบเพื่อการประมูลงานก่อสร้าง ข้อนี้สำคัญมาก เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับเหมาไปหลายครั้ง ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของบ้านมาก ทำไมต้องประมูลงาน? โดยปกตินั้นคนที่จะสร้างบ้านส่วนใหญ่แล้วจะคิดถึงผู้รับเหมาก่อนผู้ออกแบบ เมื่อเจ้าของบ้านเลือกผู้รับเหมาก่อนที่จะมีแบบก่อสร้างพร้อมรายการประมาณราคา จะทำให้เจ้าของบ้านนั้นถูกผูกขาดราคาไปโดยปริยาย ไม่รู้ราคาที่แน่ชัดของวัสดุและค่าแรงต่างๆ เพราะไม่มีคนมาเปรียบเทียบราคา สัญญาที่ไม่รัดกุม สัญญาที่ผู้รับเหมาได้ประโยชน์ ฉะนั้นแล้วเอกสารสำหรับการประกวดราคานั้นค่อนข้างสำคัญและมีประโยชน์ จนท้ายที่สุดแล้วมูลค่าที่เจ้าของบ้านจะได้หลับคืนมานั้นมากกว่าค่าออกแบบของสถาปนิกด้วยซ้ำไป เอกสารสำหรับการประกวดราคานั้นประกอบไปด้วย

  1. TOR (Term of reference) ข้อกำหนดและข้อตกลงสำหรับผู้รับเหมาที่สามารถเข้ามาร่วมประกวดราคา เอกสารในที่นี่จะกล่าวถึงคุณสมบบัติต่างๆของผู้รับเหมา ทั้งเรื่อง ทุนจดทะเบียน มูลค่าผลงานที่เคยสร้างมา สภาพคล่องทางการเงิน การสามารถยอมรับในข้อตกลงต่างๆ ในขั้นตอนการทำสัญญา ไปจนถึงกระบวนการก่อสร้าง ที่ทางผู้ออกแบบได้ตั้งไว้ หากคุณสมบัติผ่านจะสามารถเข้าร่วมประกวดราคาได้ นี่เป็นด่านแรกที่ผู้รับเหมาต้องเจอ ฉะนั้นแล้วเราจะสามารถคัดกรองผู้รับเหมาที่มีฝีมือและคุณภาพมาได้ในระดับหนึ่ง
  2. แบบก่อสร้างพร้อมรายการประกอบแบบ ในแบบที่ผู้รับเหมาจะได้ไปในการคิดราคานั้นต้องระบุวัสดุอุปกรณ์ วิธีการติดตั้งของวัสดุต่างๆ อย่างชัดเจนเพื่อเป็นเงื่อนไขให้ผู้รับเหมาสามารถทำราคาได้อย่างแม่นยำ และไม่เกิดปัญหาทะเลาะกันภายหลัง โดยปกติแล้ว สภาสถปนิก ห้ามไม่ให้ ระบุวัสดุชนิดใดชนิดหนึ่ง ให้ระบุวัสดุ 3 ยี่ห้อหรือเทียบเท่า เพื่อไม่ให้ผู้ออกแบบ Lock spec เนื่องจากผู้ออกแบบอาจได้ผลประโยชน์ในทางที่มิชิบจากทางผู้จำหน่ายวัสดุนั้นๆ แต่เนื่องด้วยปัจจุบันความหลากหลายของวัสดุทั้งรูปแบบและคุณภาพวัสดุในปัจุบันนั้นแตกต่างกันมาก เราเลยมองว่า เราเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับเจ้าของบ้าน ส่วนเจ้าของบ้านจะปรับลดปรับเปลี่ยนวัสดุใดๆ นั่นก็เป็นไปตามความประสงค์ของเจ้าของบ้าน ทั้งนี้เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัทว่าจะมองในมุมไหน แต่เราเชื่อว่าในช่วงนี้ควรจะใช้วัสดุที่จำเพาะเจาะจงไปเลย ไม่เช่นนั้นแล้วผู้รับเหมาก็จะจัดหาของที่ราคาถูกที่สุดมาเพื่อเสนอราคาที่ถูกที่สุด (ในเรื่องนี้คิดว่าจะเขียนบทความเรื่องนี้อย่างละเอียดในภายหน้า)
  3. Blank Form คือ BOQ หรือเอกสารประเมิณราคาที่ถอดเอาปริมาณและราคาออกเพื่อที่ผู้รับเหมาจะได้กรอกราคาที่จะเสนอได้ในช่วงขั้นตอนนี้
  4. BOQ ประเมินราคาจากผู้ออกแบบ ใช้เพื่อเปรียบเทียบปริมาณและราคาที่ผู้รับเหมานั้นเสนอมา
    การรัดกุมทางด้านเอกสารในขั้นตอนนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของบ้านมาก เมื่อเกิดการแข่งขัน ราคาค่าก่อสร้างก็จะยิ่งสมเหตุสมผลมาขึ้น ผมขอใช้คำว่าสมเหตุสมผล เพราะของถูกไม่ใช่ของไม่ดีเสมอไป และ ของแพงก็ไม่จำเป็นว่าต้องดีเสมอไป

a7.jpg

  1. Construction Stage

ในช่วงงานก่อสร้าง เรา กำหนดไว้ชัดเจนใน TOR ตั้งแต่แรกว่ากระบวนการก่อสร้างต่างๆต้องเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ

  • ประกันภัยต่างๆ
  • มาตรฐานความปลอดภัยในงานก่อสร้าง
  • แผนงานการเบิกจ่ายงวด
  • ส่วนของ bank guarantee

ผู้รับเหมาต้องดำเนินตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นแล้วเจ้าของบ้านปฏิเสธในการจ่ายงวดงานได้ และถึงแม้ว่าผู้รับเหมาจะทิ้งงาน ด้วยเอกสารที่รัดกุม เจ้าของบ้านก็ยังมีธนาคารค้ำประกันอยู่ และสิ่งสำคัญที่ผู้รับเหมาต้องทำก็คือ เอกสารรายงานการก่อสร้างต่างๆ วาระการประชุม รายงานการประชุม เอกสารอนุมัติวัสดุ ทั้งหมดนี้ต้องทำเป็น Daily report – Weekly report – monthly report ในช่วงนี้ผู้ออกแบบจะเข้าไปตรวจสอบ ประชุม และประสานงาน ตามความซับซ้อนของงาน

a8.jpg

สรุปแล้วจะเห็นได้ว่าหน้าที่ของสถาปนิกในการออกแบบบ้านหลังนึงนั้นไม่ใช่เพียงเขียนบนกระดาษไม่กี่แผ่น แต่เป็นความรับผิดชอบคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยตั้งแต่เริ่มออกแบบ เริ่มก่อสร้าง เริ่มเข้าอยู่ ไปจนไปตลอดชีวิต

ย้อนกลับมาเรื่องค่าบริการวิชาชีพ หากคุณกำลังมองหาสถาปนิกซักคนเพื่อออกแบบบ้านให้ซักหลังนึง ลองนำบทความนี้เป็นเกณฑ์เบื้องต้นได้ครับ ว่าค่าบริการที่สถาปนิกนั้นเสนอมาเหมาะสมหรือไม่ บางคนคิด 2 เปอร์เซ็น ก็ไม่ผิด แต่ต้องยอมรับว่า 2 เปอร์เซ็นนั้นครอบคลุมบริการใดบ้าง หรือบางคนที่คิดมา 7.5 เปอร์เซ็น บริการครบถ้วนอย่างที่ได้กล่าวไว้หรือไม่ นี่ยังไม่นับรวมสถาปนิกฝีมือดีที่มีชื่อเสียง ที่คิดค่าบริการมากกว่าที่สมาคมตั้งไว้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของความพึงพอใจในการเลือกใช้บริการ

หากใช้บริการของสถาปนิกต่างชาติที่เขาคิดค่าออกแบบเป็น Man Hour คือใช้ชั่วโมงการทำงานของสถาปนิก ช่างเทคนิค แต่ละคนในทีมมาคิดเป็นค่าออกแบบอาจจะถึง 25 – 30 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ซึ่งในต่างประเทศค่าจ้างสถาปนิกนั้นสูงมาก แต่หากอาคารใดไม่มีสถาปนิก วิศวกร ออกแบบก็ไม่สามารถสร้างได้

จุดประสงค์หลักๆของบทความนี้ผู้เขียน อยากให้วิชาชีพสถาปนิกทำงานได้มาตรฐานเดียวกัน ส่วนการเลือกซื้อเลือกใช้ขอให้เป็นเรื่องของรสนิยมของผู้บริโภคมากกว่า

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s