Helepolis เครื่องจักรสังหารยุคโบราณ


COCONS ACHITECTURE

โดย: ravio

ปากทางเข้าสู่ท่าเรือของเมือง Rhodes บนดินแดนเกาะ Greek
เคยมีรูปปั้นขนาดมหึมาที่ทำจากเหล็กทองแดงดีบุกและหิน
รูปปั้น Helios ยักษ์ใหญ่แห่งดวงอาทิตย์ของชาวกรีก
หรือ Colossus of Rhodes ตั้งอยู่สูงกว่า 100 ฟุต
และเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของชาว Rhodians
ที่ประสบความสำเร็จในการปกป้องเมือง
จากการบุกโจมตีของราชอาณาจักร Macedonia

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 4
หลังจากการตายของ อเล็กซานเดอร์มหาราช Alexandre the Great
ราชอาณาจักร Rhodes ได้ทำการค้า
และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับ Ptolemy I of Egypt
อดีตนายทหารกรีกของอเล็กซานเดอร์ที่ครองอียิปต์
หลังมรณกรรมของราชันย์อเล็กซานเดอร์
ทั้งสองต่างรวมกันเป็นพันธมิตร
ที่ควบคุมการค้าทั่วทะเล Aegean

Antigonus I Monophthalmus  ราชาแห่ง Macedonia
รู้สึกถูกคุกคามโดยพันธมิตรสองชาตินี้
เพราะเกรงว่าฟาโรห์อียิปต์(ชาวกรีก)อาจจะใช้
เกาะ Rhodes เป็นฐานในการโจมตี Macedonia
และที่แย่กว่านั้นคือ เกาะ Rhodians อาจจัดหาเรือ
และส่งเสบียงให้ Ptolemy I ในการเข้าโจมตี Macedonia

Antigonus I จึงตัดสินใจที่จะทำลายพันธมิตรนี้
และใน 305 BC จึงส่ง Demetrius ลูกชายที่จะเป็นกษัตริย์คนต่อไป
พร้อมกองทัพเรือขนาดใหญ่เข้าล้อมเมือง Rhodes

ภายในเมืองและท่าเรือเกาะ Rhodes
มีการเสริมแนวป้องกันอย่างแน่นหนา
และยังได้รับการส่งเสบียงจากภายนอกอีก
แม้ว่า Demetrius  พยายามจะปิดล้อมเกาะนี้ไว้ก็ตาม
ดังนั้น สิ่งแรกที่จะลดความกังวลเรื่องนี้ได้ คือ การยึดท่าเรือทันที
พร้อมกับสร้างท่าเรือและแนวป้องกันของตนเองเพื่อป้องกันการตอบโต้
ในเวลาเดียวกัน กองทัพก็ได้ยึดพื้นที่บางส่วนของเกาะ
แล้วสร้างค่ายขนาดใหญ่บนชายฝั่งอยู่ติดกับเมือง
แต่อยู่นอกเขตที่อาวุธของเมือง Rhodes จะยิงไปถึง

ในระหว่างการปิดล้อมพร้อมรับศึก
ทั้งสองฝ่ายต่างได้ใช้เทคนิคผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย
เช่น ระเบิด และ กับระเบิดชนิดต่าง ๆ
และเครื่องจักรสังหารชนิดต่าง ๆ
เครื่องจักรสังหารที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการปิดล้อม
คือ หอคอย Mammoth
หรือที่  Demetrius ตั้งชื่อเล่น Helepolis หรือ คนยึดเมือง

 

Helepolis เป็นหอคอยขนาดใหญ่สูงประมาณ 40 เมตร
สร้างด้วยไม้และหุ้มด้วยแผ่นเหล็ก  มีการแบ่งเป็นชั้นภายใน
แต่ละชั้นมีทหารอยู่ภายในจำนวนหลายร้อยคน เพื่อเตรียมเข้าโจมตีกำแพงเมือง
ด้วยการยิงก้อนหินและไม้กระทุ้งกำแพงเมือง/ประตูเมือง
เพื่อป้องกันการถูกยิงด้วยธนูไฟ หรือการโยนระเบิดเข้าใส่จากฝ่ายศัตรู
ด้านหน้าหอคอยจะสร้างด้วยเกราะเหล็ก และวัสดุทนไฟและป้องกันการลุกไหม้
ซึ่งทำจากแผ่นหนังสัตว์แห้ง(ไร้ขน)และสาหร่ายที่ทนไฟได้
หอคอยนี้มีน้ำหนักถึง 160 ตันวางบนล้อ 8 ล้อ
ล้อแต่ละลูกสูง 15 ฟุต มีทหารจำนวน 3,400 คน
ที่ทำหน้าที่ในการผลักและดันให้หอคอยไปที่ด้านหน้ากำแพง

ในการบุกยึดเมืองด้วย Helepolis  จาก Demetrius นั้น
ชาวเมือง Rhodes จึงต้องตอบโต้และโจมตีอย่างรุนแรง
จนสามารถทำลายชุดเกราะเหล็กบางส่วนที่ปกคลุมหอคอยได้
เผยให้เห็นโครงสร้างที่ทำด้วยไม้ที่บอบบางซึ่งมีโอกาสติดไฟได้
Demetrius จึงสั่งให้ถอน Helepolis ออกจากสนามรบ
อีกหนึ่งปีต่อมา กองกำลังบรรเทาทุกข์และกองทัพเรือ Ptolemy I
ก็เดินทางมาถึงพร้อมจะช่วยชาวเกาะ Rhodes รบกับ  Demetrius
ทำให้ Demetrius ต้องถอยทัพและทิ้ง  Helepolis
พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากไว้เบื้องหลัง

เป็นเวลา 10 ปี ที่ชาวเกาะ Rhodians ได้ทำการหลอมอาวุธทั้งหมด
ที่ทิ้งไว้โดยกองทัพของ Demetrius เพื่อนำไปขายเป็นรายได้
รวมทั้งหลอมแผ่นเหล็กเครื่องจักรสังหาร  Helepolis ด้วย
จากนั้นก็นำเงินที่ได้มาจากการขายโลหะที่หลอมไปแล้ว
ทำการจัดซื้อเหล็ก ทองแดง ดีบุก มาหล่อเป็น สัมฤทธิ์
เพื่อสร้างยักษ์ใหญ่แห่ง Rhodes เพื่อรำลึกถึง
การต่อต้าน/การรบอย่างกล้าหาญของชาวเกาะ Rhodes
โครงสร้างภายในเป็นเหล็กเพื่อโยงยึดรูปปั้น
ส่วนแผ่นทองแดง ดีบุก มีการผสมกับเหล็กให้เป็นสัมฤทธิ์
แล้วหล่อขึ้นมาประกอบเป็นชิ้น ๆ เชื่อมด้วยสัมฤทธิ์เหลวให้ติดต่อกันเป็นรูปยักษ์
(แบบการหล่อพระพุทธรูป/เกจิอาจารย์ขนาดยักษ์ของไทย
ที่ใช้ลวดเชื่อมโลหะไฟฟ้าเข้าด้วยกันแล้วขัดแต่งผิว)
รูปปั้นยักษ์วางอยู่บนแท่นหินอ่อนสูง 15 เมตร  กินเวลาถึง 12 ปี
ในช่วงปี 280 ก่อนคริสตศักราชรูปปั้นยักษ์จึงเสร็จสมบูรณ์


Colossus of Rhodes ยักษ์ใหญ่แห่ง Rhodes ยืนตระหง่านอยู่เพียง 54 ปี
ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ถล่มเกาะ Rhodes ใน 226 ปีก่อนคริสตกาล
ทำให้รูปปั้นดังกล่าวล้มทั้งยืนและหล่นลงบนพื้นดิน
Ptolemy III พันธมิตรได้เสนอว่าจะช่วยเงินค่าก่อสร้างรูปปั้นขึ้นมาใหม่
แต่คำทำนายของคนทรง Delphi ทำให้ชาว Rhodes ต่างเกรงกลัวว่า
Helios เทพอาทิตย์จะพิโรธและลงโทษได้
ชาวเมือง Rhodes จึงร่วมกันปฏิเสธที่จะสร้างขึ้นมาใหม่
ซากอนุสาวรีย์จึงอยู่บนพื้นดินมานานกว่า 800 ปี
ซากปรักหักพังนั้นน่าประทับใจ/ที่เยี่ยมชมของบรรดานักเดินทางที่ผ่านทางมาก
Pliny the Elder ราชันย์โรมมันที่เดินทางมาที่นี่
ได้จดบันทึกเรื่องราวนี้ไว้  คือ แหล่งข้อมูลโบราณที่สำคัญ
สำหรับความใหญ่โตของยักษ์ใหญ่ตนนี้  โดยกล่าวว่า
มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถโอบแขนรอบนิ้วหัวแม่มือที่ตกลงมาได้
และนิ้วแต่ละนิ้วมีขนาดใหญ่กว่ารูปปั้นส่วนใหญ่

แต่มีเรื่องที่น่าแปลกใจที่ว่า ไม่มีข้อความใดในยุคนั้นที่หลงเหลือมา
เพื่ออธิบายว่า Colossus of Rhodes รูปลักษณ์อย่างไรในขณะที่วางยืนอยู่
มีแต่การเทียบเคียงกับรูปปั้น Helios ในวิหารใกล้เคียง
ที่แสดงให้เห็นว่า Heliso ยืนพร้อมกับมือข้างหนึ่งปกป้องดวงตา
เหมือนกับคนทั่วไปที่ใช้ปิดตาเมื่อมองไปยังดวงอาทิตย์
จึงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่ ยักษ์ใหญ่ยืนในท่าเดียวกันนี้
ทำให้มีภาพยักษ์ใหญ่แห่ง Rhodes ตามจินตนาการจำนวนมาก

ส่วนรูปร่างขนาดมหึมาของ Helios
ที่ขาทั้งสองข้างแยกออกจากกัน
ยืนคร่อมปากทางเข้าท่าเรือที่เป็นประตูด่าน
ขณะนี้นักประวัติศาสตร์ต่างเห็นว่า
ท่ายืนดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ทางโครงสร้าง
เพราะน้ำหนักรูปปั้นจะทรงตัวไม่ได้ต้องล้มลงแน่นอน
(ถ้าคิดคำนวณทางวิศวกรรมโครงสร้างที่ยังไม่พัฒนาในยุคนั้น)

ในปี 653 เมื่อเกาะ Rhodes อยู่ใต้การปกครองของกาหลิบ Muawiyah I
ชิ้นส่วนของรูปปั้นขนาดยักษ์ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น
ก็ถูกรวบรวมและนำไปหลอมละลายในที่สุด
เหล็กและทองสัมฤทธิ์ทั้งหมดถูกขายให้พ่อค้าชาวยิวเมือง Edessa
ซึ่งต้องใช้อูฐจำนวนกว่า 900 ตัวเพื่อขนไปขายจนหมดสิ้น

แม้ว่า Heliopolis หรือ Colossus of Rhodes จะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว
แต่ได้ทิ้งร่องรอย/ความทรงจำที่ล้ำลึกไว้ในวัฒนธรรมสมัยใหม่จนทุกวันนี้
เช่น การออกแบบ อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ใน  New York
จากศิลปินฝรั่งเศสคู่กัดอังกฤษ ที่ต้องการเฉลิมฉลองอเมริกา
มีอิสรภาพจากอังกฤษเจ้าอาณานิคม
แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นอนุสาวรียเสรีภาพ
นอกจากนี้รูปปั้น Rhodes ยังเป็นแรงบันดาลใจ
ให้ George RR Martin ในนวนิยาย A Song of Ice and Fire
ที่มีรูปปั้นบรอนซ์ยักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่ที่ท่าเรือ Braavos
ซึ่งเป็นที่มาของ  Game of Thrones  ซีรีส์ทีวียอดนิยม

เรียบเรียง/ที่มา

https://joo.gl/CX2bIJ


หมายเหตุ/เรื่องเล่าไร้สาระ

ผู้อพยพเข้าไปในสหรัฐอเมริกาชุดแรก ๆ  คือ
พวกเชื้อสายเยอรมันมากที่สุดและยังมีมากที่สุดจนทุกวันนี้
เพราะหนีการเป็นไพร่และต้องการเสรีภาพเรื่องศาสนา
ส่วนการที่ต้องเปลี่ยนการใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษ
เพราะต้องติดต่อค้าขายกับอังกฤษในช่วงแรก
กับจ่ายเงินค่าค้ามนุษย์ให้แก้งค์ลูกวัว
ตามการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการบุกเบิกดินแดนใหม่
จับจองที่ดินได้เสรี ไม่มีศักดินาเจ้าที่ดิน
โดยนายทุนอังกฤษชาวยิวใช้เครือข่ายพันธมิตร
ออกเงินให้กู้ก่อน แล้วค่อยหักใช้หนี้กันภายหลัง

ธุรกิจการค้ามนุษย์มีมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว เช่น แก้งค์ลูกหมู=คนจีน
ที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในไทย มาเลย์ อินโดนีเซีย บางคนที่ไม่มีเงินค่าเดินทาง
ต้องทำงานใช้หนี้เป็นกรรมกร/คนงาน พรรคพวกคนออกค่าเดินทางให้ ก่อนจนหมดหนี้
หรือยอมเป็นลูกน้อง/สมุนอั้งยี่(มีกฎหมายไทยเรื่องอั้งยี่และซ่องโจร) เพื่อความอยู่รอด
โดยตั่วเฮียจะสำรองใช้หนี้ไปก่อน  เจ้าพ่อคนจีน/เจ้าพ่อเหมืองแร่ดีบุกภาคใต้สมัยก่อนก็เติบโตมาจากวงการนี้
แก้งค์ลูกแพะ= คนปากีสถาน บังคลาเทศ อัฟกานิสถาน โรฮิงญา
ตามที่เป็นข่าวแก้งค์ค้ามนุษย์ที่จับได้แถวภาคใต้ เพื่อส่งออกไปมาเลย์ อินโดฯ






แผนที่อาหรับในยุคก่อน

แผนที่ดาวเทียม


ประตูทางเข้าท่าเรือเก่าจากเขื่อนภายใน ป้อมปราการแห่งเซนต์นิโคลัส ทางด้านขวา

ฐานหินและซากปรักหักพังของวิหาร ที่สร้างขึ้นใหม่บางส่วนที่ปลายสุดของ Acropolis of Rhodes








คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
สารคดี การหล่อพระพุทธรูป ที่จังหวัดสุโขทัย
498c1ae7-b47b-48f4-9701-d02b99f5e15f
ปลอกคอกำจัดเห็บหมัดสุนัข

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s